การแจ้งเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters)

Category: มติ ครม.
Published on Wednesday, 17 June 2026 06:11
Hits: 860

 

การแจ้งเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters)

 

Gov 6

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters: MAC) เพื่อเพิ่มภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax: GMT) ให้อยู่ในขอบเขตภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าว

          2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือตามข้อ 1

          3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) ภายหลังการลงนามแล้ว ผ่านช่องทางการทูตไปยังฝ่ายเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ต่อไป

          สาระสำคัญของเรื่อง

          1. กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อร่างหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters: MAC) เพื่อเพิ่มภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax: GMT) ให้อยู่ในขอบเขตภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าว รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือดังกล่าว

          2. อนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างกลไกความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการหลบหลีกและหลีกเลี่ยงภาษี ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งประเทศไทยลงนามเมื่อปี 2563 และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการจัดทำความตกลงย่อยภายใต้อนุสัญญาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ รวม 2 คราว ได้แก่ (1) การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินแบบอัตโนมัติตามมาตรฐานสากล (Common Reporting Standard: CRS) ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินของผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย และ (2) รายงานข้อมูลรายประเทศ (Country-by-Country Reports: CbCR) ซึ่งเป็นข้อมูลของบริษัทข้ามชาติเกี่ยวกับการแบ่งเงินได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาษีที่จ่ายไปในแต่ละประเทศที่บริษัทในเครือตั้งอยู่ของกลุ่มบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลข้ามชาติ (MNE Group) ซึ่งการดำเนินการทั้งสองคราวดังกล่าว เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นประเภทภาษีที่ประเทศไทยระบุเป็นภาษีที่อยู่ภายใต้บังคับตามภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ซึ่งบัญญัติให้ประเทศไทยมีภาษีประเภทใหม่ คือ ภาษีส่วนเพิ่ม (GMT) และการดำเนินการตามพระราชกำหนดดังกล่าวจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับภาษีส่วนเพิ่ม (GMT) ด้วย โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวดำเนินการภายใต้กลไกของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) เพื่อให้ภาษีส่วนเพิ่ม (GMT) ให้อยู่ในขอบเขตภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าว

          3. ในส่วนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับภาษีส่วนเพิ่ม (GMT) กค. ได้เสนอร่างความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of GloBE Information) (ความตกลง GloBE MCAA) ซึ่งเป็นความตกลงย่อยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) มายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ทั้งนี้ มีกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2570

          4. พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เป็นการปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules: GloBE Rules) โดยเป็นการดำเนินการให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (Multi-National Enterprises: MNEs) ขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่ หรือที่เรียกว่า “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) แทนได้*

          5. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไม่มีข้อสังเกตเพิ่มเติมต่อการดำเนินการดังกล่าว โดยในประเด็นเกี่ยวข้องกับมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งความเห็นไปยัง กค. มีสาระสำคัญสอดคล้องกันว่า หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาคผนวก ก ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC) ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

___________________

*รูปแบบการดำเนินการโดยสรุป คือ

       1. ประเทศที่เป็นแหล่งรายได้ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจนอัตราภาษีที่แท้จริงครบร้อยละ 15 ก่อน

       เช่น บริษัทในประเทศไทยซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากประเทศไทยจนทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น ประเทศไทยจึงจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) เพื่อให้อัตราภาษีที่แท้จริงในส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นประเทศไทยเท่ากับร้อยละ 15

       [เรียกว่า การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Qualified Domestic Minimum Top-up Tax (QDMTT]

       2. หากไม่มีการดำเนินการตามข้อ 1 และส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNES) ในภาพรวมทั่วโลกต่ำกว่าร้อยละ 15 ให้ประเทศที่ตั้งนิติบุคคลลำดับสูงสุดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดจากรายได้จากประเทศอื่นได้จนอัตราภาษีที่แท้จริงเท่ากับร้อยละ 15

       เช่น บริษัทในประเทศไทยเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ที่มีบริษัทลูกในประเทศหนึ่งโดยประเทศดังกล่าวจัดเก็บอัตราภาษีที่แท้จริง (โดยไม่ได้จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามข้อ 1) ต่ำกว่าร้อยละ 15 ดังนั้น ประเทศไทยจึงจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) จากบริษัทแม่ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้อัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ในภาพรวมทั่วโลกเท่ากับร้อยละ 15

       [เรียกว่า กฎการรวมรายได้ (Income Inclusion Rule: IRR]

       3. หากไม่มีการดำเนินการตามข้อ 1 และ 2 เนื่องจากประเทศที่ตั้งนิติบุคคลลำดับสูงสุดไม่มีมาตรการ ป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) ให้ประเทศที่ตั้งนิติบุคคลในเครือทุกประเทศที่ปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) ร่วมกันจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มโดยปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มที่จะได้รับระหว่างกันตามเกณฑ์ที่กำหนด

       เช่น กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) มีบริษัทแม่อยู่ในประเทศที่สาม มีอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ในภาพรวมทั่วโลกต่ำกว่าร้อยละ 15 และประเทศที่สามไม่ดำเนินการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม [เนื่องจากประเทศที่สามไม่มีมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules)] ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ ที่ปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) รวมทั้งประเทศไทยจึงร่วมกันจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (ซึ่งคิดจากแหล่งรายได้ในประเทศที่ไม่ดำเนินการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม) จากบริษัทลูกที่ตั้งอยู่ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย จนอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MINES) ในภาพรวมทั่วโลกเท่ากับร้อยละ 15 

       [เรียกว่า กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Payment Rule: UTPR] 

       ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) เพื่อรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตามข้อ 1 ตลอดจนรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ที่มีนิติบุคคลลำดับสูงสุดอยู่ในประเทศไทยตามข้อ 2

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 16 มิถุนายน 2569

 

g21

Click Donate Support Web 

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100