เจาะบทวิเคราะห์เทรนด์'สิทธิบัตรสิ่งทอ'หนุนไทยสู่ผู้นำนวัตกรรมสิ่งทอของอาเซียน
เจาะบทวิเคราะห์เทรนด์'สิทธิบัตรสิ่งทอ'หนุนไทยสู่ผู้นำนวัตกรรมสิ่งทอของอาเซียน
กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตรนวัตกรรมสิ่งทอในรอบ 20 ปี พบว่า ทั่วโลกปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีขั้นสูง แนะภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยดึงจุดแข็งด้านความหลากหลายของทรัพยากร ฐานการผลิต และเครือข่ายการวิจัย มาร่วมสร้างนวัตกรรมสิ่งทอของไทยที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมสิ่งทอ (Textile Tech Hub) ของอาเซียน
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยว่า ทิศทางนวัตกรรมสิ่งทอในปัจจุบันมุ่งไปใน 4 ด้านสำคัญที่ตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ได้แก่ (1) สิ่งทอยั่งยืน (Sustainable Textile) เป็นนวัตกรรมที่อยู่ในช่วงเติบโตอย่างแท้จริง และคาดว่าในระยะ 3 – 5 ปีข้างหน้ายังมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนจากตัวเลือกเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม
โดยเน้นการพัฒนาเส้นใยและสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้เส้นใยจากพืช วัสดุเหลือทิ้ง หรือวัสดุที่ย่อยสลายได้เอง ขณะเดียวกันก็มุ่งลดการใช้พลังงาน น้ำ และสารเคมีในกระบวนการผลิต มีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 800 ฉบับต่อปี โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 10 – 15 % ต่อปี และมีแนวโน้มจะเข้าสู่ช่วงเร่งเติบโตใน 3 – 5 ปีข้างหน้า
โดยปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นผู้เล่นแถวหน้า ตามด้วย จีน และสหรัฐฯ ซึ่งผู้ถือสิทธิบัตรในกลุ่มนี้ไม่ได้มีแค่บริษัทแฟชั่นหรือสิ่งทอเท่านั้น แต่ขยายวงกว้างไปถึงสถาบันการศึกษาและอุตสาหกรรมสุขอนามัยและการแพทย์ ที่หันมาให้ความสำคัญกับนวัตกรรมสิ่งทอในผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมและผ้าเช็ดทำความสะอาด ตลอดจนวัสดุชีวการแพทย์ (2) นาโนเทคโนโลยี (Nanotech Textile) เป็นการเคลือบหรือผสมอนุภาคระดับนาโนลงไปในเส้นใยโดยตรง ทำให้ผ้ามีคุณสมบัติพิเศษช่วยเพิ่มความแข็งแรง กันน้ำ ต้านแบคทีเรีย หรือป้องกันรังสี UV
โดยมีจีนครองแชมป์งานวิจัยและเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมนาโนไฟเบอร์ รวมทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่น รวมผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 700 ฉบับต่อปี ซึ่งตลาดนี้อยู่ในช่วงเติบโตและยังมีโอกาสเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นใหม่ (3) การผลิตอัตโนมัติ (Automation & Digitalization) เป็นการนำหุ่นยนต์ เทคโนโลยี AI และ Data Analytics เข้าสู่สายการผลิตสิ่งทอ เพื่อเปลี่ยนจากโรงงานดั้งเดิมไปสู่โรงงานอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ยืดหยุ่นในกระบวนการผลิต และลดของเสีย เทคโนโลยีดังกล่าวมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 500 ฉบับต่อปี
ดยมีญี่ปุ่นและจีนเป็นผู้ครองตลาด แต่มีแนวโน้มเป็นช่วงขาลง เนื่องจากผู้เล่นใหม่เริ่มน้อย และ (4) การพิมพ์สามมิติ (3D Printed Textile) คือกุญแจสู่การผลิตเสื้อผ้าเฉพาะบุคคล แฟชั่นไฮเอนด์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตตามสรีระผู้ใช้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเติบโต แม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว โดยมีจีนเป็นผู้ครองตลาด ตามมาด้วยญี่ปุ่น รวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 300 ฉบับต่อปี
สำหรับ โอกาสและทิศทางของไทย กรมฯ มองว่า ไทยมีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสิ่งทอ (Textile Tech Hub) ของภูมิภาคอาเซียนได้ โดยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบการเกษตรที่หลากหลาย โรงงานการผลิตจากต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งเครือข่ายนักวิจัยในสถาบันการศึกษา สามารถสร้างนวัตกรรมจากการนำจุดแข็งด้านการเกษตรมาพัฒนาสิ่งทอยั่งยืนหรือเส้นใยชีวภาพจากสับปะรด ปอ กัญชง หรือแม้แต่เปลือกกล้วย รวมถึงการรีไซเคิลพลาสติกและเสื้อผ้าเก่า
นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนานาโนเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เช่น หน้ากากกรองฝุ่น PM2.5 และผ้าต้านแบคทีเรีย ตลอดจนการนำ AI และหุ่นยนต์มาช่วยตรวจคุณภาพและผลิตงานเฉพาะทาง เช่น ชุดกีฬา และการแพทย์ รวมทั้งการพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งเป็นเทรนด์ตอบโจทย์ความยั่งยืนที่แบรนด์แฟชั่นระดับโลกให้ความสำคัญ โดยไทยต้องเร่งผลักดันและพัฒนางานวิจัยสู่การจดสิทธิบัตรและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เพื่อเปิดทางให้นวัตกรรมสิ่งทอไทยเติบโตสู่สากล ที่ผ่านมา การส่งออกสิ่งทอของไทยในช่วงปี 2566 – 2568 (ม.ค. – ก.ย.) มีมูลค่ารวมกว่า 5.78 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม ผ้าผืนและเส้นด้าย และเส้นใยประดิษฐ์ โดยการยื่นขอรับสิทธิบัตรด้านนวัตกรรมสิ่งทอของไทยผ่านระบบ PCT (Patent Cooperation Treaty) ส่วนใหญ่เป็นการยื่นคำขอไปยังประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
สถิติคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอในไทย ในช่วงปี 3 ปีหลัง (2566 – 2568) มีการยื่นคำขอสิทธิบัตร 349 คำขอ (ต่างชาติ 327 คำขอ และไทย 22 คำขอ) และคำขออนุสิทธิบัตร 185 คำขอ (ต่างชาติ 10 คำขอ และไทย 175 คำขอ) สำหรับสถิติการจดทะเบียน มีการจดทะเบียนสิทธิบัตร 312 ฉบับ (ต่างชาติ 296 ฉบับ และไทย 16 ฉบับ) และจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร 83 ฉบับ (ต่างชาติ 2 ฉบับ และไทย 81 ฉบับ) ผู้ที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรสูงสุด 3 อันดับแรก มาจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท ฮิตาชิ โกลบอล ไลฟ์ โซลูชั่นส, อิงค. บริษัท โทเรย์ อินดัสทรีส, อิงค. และบริษัท พานาโซนิค อินเทเลคชัวล์ พร็อพเพอร์ตี้ เมเนจเมนท์ โค., แอลทีดี.
และผู้ที่ยื่นคำขออนุสิทธิบัตรสูงสุด 3 อันดับแรก เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม โดยมีนวัตกรรมสิ่งทอที่น่าสนใจ อาทิ นวัตกรรมผ้าไม่ทอ (Nonwoven) ขั้นสูง เช่น เส้นใยคอมโพสิต ผ้าลามิเนต ผ้าเมลต์โบลนผ้าสปันบอนด์ เป็นการเพิ่มความหนา การทนความร้อน และความเหนียว นวัตกรรมสิ่งทอใช้วัสดุเส้นใยรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ เช่น เส้นใยไลโอเซล เส้นใยคอนจูเกตละลายด้วยความร้อน ด้ายกระดาษ และผ้ากระดาษ นวัตกรรมสิ่งทอที่ใช้เทคนิคและวัสดุที่มีประสิทธิภาพ เช่น ผ้าถุงลมนิรภัย ผ้าทนไฟ ผ้าที่ให้สัมผัสเย็น เป็นต้น
ทั้งนี้ กรมมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสิ่งทอผ่านกลไกต่างๆ อาทิ การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร ผ่านศูนย์ IPAC (Intellectual Property Advisory Center) ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนานวัตกรรม การประเมินความใหม่ของสิ่งประดิษฐ์ การสืบค้นฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก การวางกลยุทธ์ด้านการยื่นคำขอให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจและการตลาดระหว่างประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญามีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น
ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ IPAC ชั้น 3 กรมทรัพย์สินทางปัญญา Facebook: IPAC หรือโทรสายด่วน 1368 นอกจากนี้ กรมยังอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอสิทธิบัตรระหว่างประเทศผ่านระบบ PCT (Patent Cooperation Treaty) เป็นการยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว แต่ขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรในประเทศสมาชิกได้กว่า 158 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถยื่นผ่านระบบ ePCT ทางเว็บไซต์ https://pct.wipo.int/ePCT ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และยังได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขออีกด้วย













