รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมปาฐกถาพิเศษ บนเวที CIPITC Symposium 2026 ชี้'ทรัพย์สินทางปัญญา'ในโอกาสครบรอบ 29 ปี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ

Category: พาณิชย์
Published on Sunday, 28 June 2026 02:34
Hits: 396

CIPITC Symposiumรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมปาฐกถาพิเศษ บนเวที CIPITC Symposium 2026 ชี้'ทรัพย์สินทางปัญญา'ในโอกาสครบรอบ 29 ปี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ
      นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมส่งสารผ่านวีดิทัศน์เพื่อแสดงปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาวิชาการ CIPITC Symposium 2026 'Navigating the New Frontier of IP and Trade Laws : สำรวจพรมแดนใหม่ของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ'เนื่องในโอกาสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เปิดทำการครบ 29 ปี โดยเน้นย้ำบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพสินค้าและผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ
      ในการแสดงปาฐกถาดังกล่าว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงข่าวที่น่ายินดีของประเทศไทยว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้รับการทูลเชิญจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ให้ทรงดำรงตำแหน่งทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบคนแรกของโลก เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
      โดย WIPO เล็งเห็นถึงพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประชาชนและสินค้าไทย และการทรงงานหนักเพื่อต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพัฒนาชุมชนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในพระนามรวม 541 รายการ ครอบคลุมทั้งลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า ซึ่งผ้าลายพระราชทานสามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้ประชาชนกว่า 8 แสนครัวเรือนทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาท
      ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงบทบาทของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ว่าเป็นเสาหลักของระบบกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สร้างสรรค์ผลงานทั้งในและต่างประเทศ
      โดยในยุคที่ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก การคุ้มครองสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพและกระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
      นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายสำคัญ 5 ด้าน โดยมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่ 1) การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ และยกระดับชุมชน ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมช่องทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ 2) การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วยกลไกการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
      ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าในกลุ่มเกษตรและเพิ่มมูลค่าได้ 2–5 เท่า 3) การสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และชุมชน โดยผลักดันการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุนผ่านโครงการ IP Finance 4) การสร้างสมดุลการส่งออกและเจรจาการค้า เพื่อเชื่อมธุรกิจไทยสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก ผ่านการเจรจา FTA ซึ่งทุกกรอบการเจรจาต่างให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และ 5) การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบให้ทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลและงานบริการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
      แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า งานด้านทรัพย์สินทางปัญญาตอบโจทย์ภารกิจของกระทรวงพาณิชย์เป็นอย่างยิ่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับประเทศ ตลอดจนช่วยยกระดับสินค้าและผู้ประกอบการไทย สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
       ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าว นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมแสดงปาฐกถาในหัวข้อ'าวข้ามพรมแดนใหม่ไปกับทรัพย์สินทางปัญญาไทย'โดยกล่าวว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้พลิกโฉมการทำงานให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ จากหน่วยงานที่มุ่งเน้นการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ สู่การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Infrastructure)
       โดยเชื่อมโยงภารกิจทั้งในด้านการส่งเสริมการสร้างสรรค์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน
       นางอรมน เสริมว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ด้านแรกคือ การปฏิรูประบบจดทะเบียนและการให้บริการสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบค้นข้อมูลและตรวจสอบคำขอ การปรับปรุงระบบการยื่นคำขอและกระบวนการตรวจสอบให้เป็นระบบ e-Filing และ e-flow ที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความโปร่งใสในการบริการ พร้อมพัฒนาบริการ Fast Track สำหรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในสาขาที่ตอบโจทย์      ความต้องการของภาคธุรกิจและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
      ด้านที่สอง คือ การยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยกรมฯ ได้ผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาได้พบปะกับผู้ซื้อและนักลงทุน เพื่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจและเกิดมูลค่าการซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรม
        รวมทั้งการพัฒนาสินค้า GI อย่างครบวงจร เพื่อกระจายรายได้และสร้างชุมชนผู้ผลิตที่เข้มแข็ง ตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการ IP Finance เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอดเป็นทุนทางธุรกิจ โดยเตรียมจัดทำ Pilot Project หรือ Sandbox ในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อทดสอบกลไกการประเมินมูลค่าและการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน นำร่องในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและความพร้อม เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหาร
      นอกจากนี้ กรมฯ ยังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก โดยอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ทั้งด้านสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานลิขสิทธิ์ เพื่อยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากยิ่งขึ้น
      นางอรมน กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ก้าวทันเศรษฐกิจยุคใหม่ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นด้านการคุ้มครองสิทธิ การค้า และการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาแนวปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


หนุนใช้ทรัพย์สินศุภจี หนุนใช้ทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสค้าขาย
      ศุภจี ผลักดันใช้ทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสการค้า ยันพาณิชย์มีแผนช่วยสนับสนุน ตั้งแต่การยกระดับสินค้า บริการ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME'อรมน'รับลูก พลิกโฉมการทำงานให้สอดรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เร่งปฏิรูปการจดทะเบียน ส่งเสริมเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
        นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษงานสัมมนาวิชาการ CIPITC Symposium 2026 'Navigating the New Frontier of IP and Trade Laws : สำรวจพรมแดนใหม่ของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ'ผ่านวีดิทัศน์ เนื่องในโอกาสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เปิดทำการครบ 29 ปี ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
      โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมา มีการดำเนินการผ่าน 5 มาตรการสำคัญ เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพสินค้าและบริการ การยกระดับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถแข่งขันได้ และมีรายได้เพิ่มขึ้น
      โดย 5 มาตรการที่ดำเนินการ ได้แก่ 1.การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ และยกระดับชุมชน ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมช่องทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ 2.การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วยกลไกการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าในกลุ่มเกษตรและเพิ่มมูลค่าได้ 2–5 เท่า 3.การสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และชุมชน
       โดยผลักดันการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุนผ่านโครงการ IP Finance 4.การสร้างสมดุลการส่งออกและเจรจาการค้า เพื่อเชื่อมธุรกิจไทยสู่ห่วงโซ่การผลิตโลก ผ่านการเจรจา FTA ซึ่งทุกกรอบการเจรจาต่างให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และ 5.การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบให้ทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลและงานบริการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
      “ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับประเทศ ตลอดจนช่วยยกระดับสินค้าและผู้ประกอบการไทย สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้ด้วย”นางศุภจีกล่าว
       สำหรับ บทบาทของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นเสาหลักของระบบกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สร้างสรรค์ผลงานทั้งในและต่างประเทศ
        โดยในยุคที่ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก การคุ้มครองสิทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพและกระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
         นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้พลิกโฉมการทำงานให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ จากหน่วยงานที่มุ่งเน้นการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ์ สู่การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Infrastructure)
โดยเชื่อมโยงภารกิจทั้งในด้านการส่งเสริม การสร้างสรรค์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน
       โดยกรมให้ความสำคัญกับการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก คือ 1.การปฏิรูประบบจดทะเบียนและการให้บริการสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบค้นข้อมูลและตรวจสอบคำขอ การปรับปรุงระบบการยื่นคำขอและกระบวนการตรวจสอบให้เป็นระบบ e-Filing และ e-flow ที่สมบูรณ์
      และมีประสิทธิภาพ ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความโปร่งใสในการบริการ พร้อมพัฒนาบริการ Fast Track สำหรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในสาขาที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
       2.การยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยกรมได้ผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาได้พบปะกับผู้ซื้อและนักลงทุน เพื่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจและเกิดมูลค่าการซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการพัฒนาสินค้า GI อย่างครบวงจร เพื่อกระจายรายได้และสร้างชุมชนผู้ผลิตที่เข้มแข็ง
       ตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการ IP Finance เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอดเป็นทุนทางธุรกิจ โดยเตรียมจัดทำ Pilot Project หรือ Sandbox ในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อทดสอบกลไกการประเมินมูลค่าและการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน นำร่องในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและความพร้อม เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหาร
       3.การปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก โดยอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ทั้งด้านสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานลิขสิทธิ์ เพื่อยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากยิ่งขึ้น