มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน

Category: มติ ครม.
Published on Thursday, 25 June 2026 06:01
Hits: 188

 

มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน

 

Gov 2

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 [เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2)] ในเรื่องดังต่อไปนี้

              1.1 ให้ยกเลิกแนวทางการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) 

              1.2 ให้ยกเลิกมติมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) 

          2. รับทราบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน) 

          3. รับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม 

          4. มอบหมายให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

              4.1 มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ (Induced Passenger) จากผู้ประกอบการเพื่อคืนให้กับประชาชน

              4.2 มอบหมายให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

              4.3 มอบหมายให้ คค. หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ตามมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนโดยดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

          สาระสำคัญของเรื่อง

          1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (8 กรกฎาคม 2568) เห็นชอบแนวทางการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) ที่มีสาระสำคัญ คือ ผู้โดยสารจะชำระค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 20 บาท ต่อเที่ยว ครอบคลุมโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ผ่านการใช้บัตร EMV Contactless Card และบัตร Rabbit แบบ ABT เท่านั้น และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) เป็นผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง

          2. ต่อมาได้มีการประกาศพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ที่มีสาระสำคัญเป็นการกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานเดียวกันและบูรณาการให้เกิดอัตราค่าโดยสารร่วม กระทรวงคมนาคม (คค.) จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับดังกล่าวและได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

              2.1 ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 (ในส่วนของข้อ 1.)

              2.2 รับทราบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวมที่ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมเพียงรายเดียวจาก 3 หน่วยงาน คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รฟม. และ กทม. และการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็นแบบ PPP Gross Cost หรือสัญญา จ้างเดินรถ รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

ประเด็น

 

มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2)

(มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568)

 

มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน

(ข้อเสนอในครั้งนี้)

1) หลักการและแนวทางดำเนินมาตรการ

1.1) โครงสร้างค่าโดยสาร

 

(1) สูงสุดไม่เกิน 20 บาทต่อเที่ยว

(2) กรณีค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกินอัตราที่กำหนด ให้จัดเก็บค่าโดยสารตามจริง

 

(1) สูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว

(2) กรณีค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกินอัตราที่กำหนด ให้จัดเก็บค่าโดยสารตามจริง

1.2) ประเภทบัตรโดยสาร

 

(1) บัตร EMV Contactless Card

(2) บัตร Rabbit แบบ ABT

 

บัตร EMV Contactless Card เท่านั้น

1.3) การเปลี่ยนเส้นทาง

 

สามารถเปลี่ยนสายได้ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าเท่านั้น

1.4) การชำระค่าโดยสาร

 

ชำระค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 20 บาท

 

ชำระค่าโดยสารตามอัตราปกติ และรัฐชำระเงินคืนจากส่วนต่างค่าโดยสารที่จ่ายจริงกับอัตรา
ค่าโดยสารร่วมไปที่ประชาชน

1.5) ศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง

 

สพร. ดำเนินการพัฒนาศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง

 

หน่วยงานที่เหมาะสมตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม .. 2568

2) จำนวนผู้โดยสาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับในปีงบประมาณ .. 2569

2.1) จำนวนผู้โดยสาร

 

1.73 ล้านคน/เที่ยว/วัน

 

1.56 ล้านคน/เที่ยว/วัน

2.2) เงินที่รัฐอุดหนุน

 

9,665 – 12,863 ล้านบาท/ปี

 

3,054 – 4,698 ล้านบาท/ปี

2.3) ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ

 

21,812.46 ล้านบาท

 

16,007.30 ล้านบาท

 

 

          2.3) มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ 

 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

สาระสำคัญ

1) คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

 

ดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อคืนให้กับประชาชน

2) กทม.

 

เร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

3) กระทรวงคมนาคม (คค.)

 

พิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง

4) กระทรวงการคลัง (กค.)

 

 

          ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน) ได้มีมติในคราวการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบการดำเนินการดังกล่าวด้วยแล้ว

          3. สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็น ดังนี้

              3.1 ประเด็นการประมาณการค่าใช้จ่ายและมีแหล่งที่มาของงบประมาณ สงป. เห็นควรให้ คค. รฟท. รฟม. และ กทม. พิจารณาแหล่งเงินที่จะใช้ให้มีความชัดเจน และเห็นควรให้ คค. ดำเนินการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการดังกล่าว ส่วน สศช. เห็นว่า คค. กทม. รฟม. และ รฟท. ต้องร่วมกันพิจารณาศึกษาทบทวนประมาณการปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้า ที่จะเกิดขึ้นพร้อมทั้งระบุสมมติฐานสำคัญที่ใช้ในการศึกษาแหล่งเงินที่ใช้ให้ชัดเจนและปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ก่อนที่จะดำเนินการมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ดำเนินการต่อไป

              3.2 ประเด็นการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า สงป. เห็นควรกำหนดแนวทางในการเจรจากำหนดอัตราค่าแรกเข้าและสัดส่วนการแบ่งรายได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และคำนึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาตามความเห็นของ อส. ด้วย

              3.3 ประเด็นแนวทางและหลักการการดำเนินมาตรการ สศช. เห็นว่า สนข. ควรเร่งดำเนินการศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมที่มีความเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลัง พร้อมทั้งเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม และ รฟม. ควรเร่งดำเนินการศึกษารูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 เพื่อให้มีความพร้อมในการบริหารโครงการภายหลังการรับโอนโครงการ โดยในเบื้องต้นเห็นควรให้ รฟม. ให้ความสำคัญกับการพิจารณากำหนดสมมติฐานด้านรายรับของโครงการ รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ของระบบให้สอดคล้องกับกรอบหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมกำหนด ส่วน สงป. เห็นควรให้ คค. จัดทำกฎหมาย ประกาศระเบียบ หรือข้อบังคับที่จำเป็นในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 23 มิถุนายน 2569

 

g11

Click Donate Support Web 

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100