จีนทุ่มซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ปีละ 17,000 ล้านดอลลาร์ เกมการค้าโลกเปลี่ยน! แล้วเกษตรกรไทยอยู่ตรงไหน?

Category: CHINA
Published on Wednesday, 17 June 2026 12:29
Hits: 430

จีนทุ่มซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯจีนทุ่มซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ปีละ 17,000 ล้านดอลลาร์ เกมการค้าโลกเปลี่ยน! แล้วเกษตรกรไทยอยู่ตรงไหน?
      สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ เมื่อสหรัฐอเมริกาและจีนบรรลุข้อตกลงสำคัญ โดยจีนให้คำมั่นจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อย่างน้อย 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในช่วงปี 2569-2571
      ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วง 14-15 พฤษภาคม 2569 (2026) ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
     โดยทำเนียบขาวระบุว่า ตัวเลข 17,000 ล้านดอลลาร์นี้ ยังไม่รวมคำมั่นการซื้อถั่วเหลืองที่จีนเคยตกลงไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ของจีนอาจพุ่งแตะระดับ 28,000-30,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

 

จากคู่ค้าอันดับหนึ่ง สู่คู่ขัดแย้ง และกลับมาเป็นพันธมิตรอีกครั้ง
      ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวสาลี เนื้อวัว เนื้อสุกร และฝ้าย แต่หลังสงครามภาษีระหว่างสองประเทศ จีนได้ลดการพึ่งพาสินค้าเกษตรสหรัฐฯ อย่างมาก หันไปซื้อสินค้าจากบราซิล อาร์เจนตินา และประเทศอื่นแทน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ไปจีนในปี 2568 ลดลงกว่า 65% เหลือเพียง 8,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วันนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อจีนกลับมาเปิดประตูรับสินค้าเกษตรอเมริกันมากขึ้น ทั้งถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวสาลี เนื้อสัตว์ ฝ้าย และไม้แปรรูป เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าและลดแรงตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

 

ใครได้ประโยชน์?
   ผู้ชนะที่เห็นชัดที่สุดคือเกษตรกรอเมริกัน โดยเฉพาะผู้ปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวสาลี และผู้เลี้ยงปศุสัตว์ เพราะจีนถือเป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การกลับมาซื้อสินค้าเกษตรในปริมาณมหาศาลช่วยฟื้นความเชื่อมั่นและรายได้ของภาคเกษตรสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกตอบสนองทันที หลังมีรายงานว่าราคาฟิวเจอร์สของถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลีในตลาดชิคาโกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าความต้องการจากจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะต่อ

🫴แล้วใครเสียประโยชน์?
       ประเทศที่ถูกจับตามากที่สุดคือบราซิล ซึ่งในช่วงสงครามการค้ากลายเป็นผู้ส่งออกถั่วเหลืองอันดับหนึ่งให้จีน หากจีนหันกลับมาซื้อจากสหรัฐฯ มากขึ้น ย่อมกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดของบราซิลโดยตรง ขณะเดียวกันออสเตรเลียและแคนาดาก็อาจได้รับผลกระทบในสินค้ากลุ่มข้าวสาลี เนื้อวัว และสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่นกัน

 

🔥ไทยต้องกังวลหรือไม่?
      แม้ไทยจะไม่ได้แข่งขันกับสหรัฐฯ ในตลาดถั่วเหลืองหรือข้าวโพดโดยตรง แต่ผลกระทบทางอ้อมอาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
      หากความต้องการถั่วเหลืองและข้าวโพดในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงสุกร ไก่ไข่ ไก่เนื้อ และกุ้งของไทย เพราะต้นทุนอาหารสัตว์คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60-70% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด
      นอกจากนี้ การเปลี่ยนทิศทางการนำเข้าของจีนยังอาจส่งผลต่อการแข่งขันของสินค้าเกษตรในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง หรืออาหารแปรรูป ซึ่งไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

สิ่งที่น่าจับตาที่สุด
     คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่'จีนประกาศจะซื้อ'แต่อยู่ที่'จีนจะซื้อจริงตามเป้าหมายหรือไม่'
     นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยยังแสดงความระมัดระวัง เนื่องจากในอดีตเคยมีข้อตกลงลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้น แต่การดำเนินการจริงไม่เป็นไปตามเป้าหมายทั้งหมด ขณะที่ความคิดเห็นในแวดวงนักลงทุนและผู้ติดตามข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศก็ยังตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามข้อตกลงระยะยาวครั้งนี้

 

📌โจทย์ใหญ่ของไทย
     ในวันที่จีนและสหรัฐฯ กำลังกลับมาจับมือกันอีกครั้ง ไทยอาจไม่ได้เป็นผู้เล่นหลักในเกมนี้ แต่ผลลัพธ์ของข้อตกลงอาจส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงเกษตรกรไทยทุกคน เพราะเมื่อมหาอำนาจเปลี่ยนทิศทางการค้า โลกทั้งใบก็ต้องปรับตัวตาม และคำถามสำคัญคือ
     'เกษตรกรไทยพร้อมหรือยัง หากแผนที่การค้าเกษตรโลกกำลังถูกวาดขึ้นใหม่อีกครั้ง?'
ที่มา: https://www.reuters.com