ขอความเห็นชอบต่อพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลง
ขอความเห็นชอบต่อพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลง ดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน

คณะรัฐมนตรีมีติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้มีการลงนามแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568
2. อนุมัติให้ พณ. นำพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ ที่ได้มีการลงนามแล้วเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 วรรคสองและวรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำหนังสือแจ้งการดำเนินกระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นต่อการมีผลใช้บังคับของพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ เสร็จสมบูรณ์ต่อเลขาธิการอาเซียน เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ ดังกล่าวแล้ว
เรื่องเดิม
1. พณ. ได้เสนอพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน อันเป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องมาจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) ได้ลงนามกรอบความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ระหว่างอาเซียน - จีน (Framework Agreement on ASEAN - China Comprehensive Economic Cooperation) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เพื่อเป็นกรอบและแนวทางสำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ASEAN - China Free Trade Agreement: ACFTA) ประกอบด้วยความตกลงด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน โดยมีผลใช้บังคับในปี 2547 ปี 2550 และปี 2552 ตามลำดับ ต่อมา อาเซียนกับจีนได้ลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงดังกล่าว (ความตกลง ACFTA 2.0) โดยมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 และตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียน - จีน ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นมา อาเซียนและจีนเห็นพ้องให้มีการยกระดับความตกลง ACFTA อีกครั้ง เพื่อให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการค้าในปัจจุบัน รวมทั้งเพิ่มเติมสาขาความร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีน โดยสามารถสรุปผลการเจรจายกระดับเพิ่มเติมความตกลง ACFTA (ความตกลง ACFTA 3.0) อย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจัดทำเป็นพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตกลงที่จะบรรจุสาระสำคัญของความตกลง ACFTA 3.0 ทั้งหมดไว้ในเอกสารแนบท้ายของพิธีสารดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 14 บท และเห็นชอบให้ทุกประเทศดำเนินกระบวนการภายในสำหรับการลงนามพิธีสารดังกล่าวในการประชุมสุดยอดอาเซียน - จีน ครั้งที่ 28 ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ณ ประเทศมาเลเซีย
2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (21 ตุลาคม 2568) เห็นชอบร่างพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ และเอกสารแนบท้ายดังกล่าว ตามที่ พณ. เสนอ พร้อมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในร่างพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย และเมื่อลงนามแล้ว ให้ส่งพิธีสารและเอกสารแนบท้ายดังกล่าวให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้วเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
สืบเนื่องจากได้มีกรอบความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ระหว่างอาเซียน - จีน (Framework Agreement on ASEAN - China Comprehensive Economic Cooperation) เป็นกรอบและแนวทางสำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ASEAN - China Free Trade Agreement: ACFTA) ประกอบด้วยความตกลงด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน โดยมีผลใช้บังคับในปี 2547 ปี 2550 และปี 2552 ตามลำดับ โดยที่ผ่านมา อาเซียนกับจีนได้ลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงดังกล่าว (ความตกลง ACFTA 2.0) เพื่อปรับปรุงเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 และเห็นพ้องให้มีการยกระดับความตกลง ACFTA อีกครั้งเพื่อให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการค้าในปัจจุบัน รวมทั้งเพิ่มเติมสาขาความร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีน โดยสามารถสรุปผลการเจรจายกระดับเพิ่มเติมความตกลง ACFTA (ความตกลง ACFTA 3.0) และตกลงจัดทำเป็นพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (21 ตุลาคม 2568) เห็นชอบร่างพิธีสารเพื่อยกระดับฯ และเอกสารแนบท้าย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ พร้อมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในร่างพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย และได้ลงนามพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ แล้ว ในช่วงระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน - จีน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
2. พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขกรอบความตกลง ACFTA ในข้อบทต่าง ๆ โดยจัดทำเป็นเอกสารแนบท้ายพิธีสารฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความตกลง ACFTA 3.0 มีจำนวน 14 บท ประกอบด้วย 1) บทที่ไม่ได้มีการปรับปรุง รวม 4 บท ได้แก่ บทที่ 2 กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า บทที่ 6 การค้าบริการ บทที่ 7 การลงทุน และบทที่ 14 การระงับข้อพิพาท 2) บทที่มีการปรับปรุงเนื้อหาความตกลงเดิม โดยส่วนใหญ่ใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เป็นพื้นฐาน รวม 5 บท ได้แก่ บทที่ 1 การค้าสินค้า บทที่ 3 พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า บทที่ 4 มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิคและกระบวนการตรวจสอบและรับรอง บทที่ 5 มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และบทที่ 13 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ และ 3) บทที่เพิ่มเติมใหม่ รวม 5 บท ได้แก่ บทที่ 8 การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค บทที่ 9 เศรษฐกิจดิจิทัล บทที่ 10 เศรษฐกิจสีเขียว บทที่ 11 ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และบทที่12 วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย
3. ร่างพิธีสารฯ จะมีผลใช้บังคับ 60 วัน หลังจากวันที่เลขาธิการอาเซียนได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 5 ประเทศ ว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศเสร็จสิ้นแล้ว (ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเมียนมา ได้แจ้งการดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จสมบูรณ์ต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนแล้ว) และจะมีผลใช้บังคับกับประเทศภาคีที่เหลือ 60 วัน หลังจากที่แจ้งเป็นหนังสือให้เลขาธิการอาเซียนทราบถึงการดำเนินการภายในประเทศเสร็จสิ้น (ข้อ 6 ของพิธีสารฯ) ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะได้มีการลงนามในพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้ายแล้ว แต่เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 จึงไม่สามารถเสนอพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย ไปเพื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย ตามมาตรา 178 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฯ ต่อไปได้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้ายมาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อส่งพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย ที่มีการลงนามแล้วเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะดำเนินการเพื่อแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันตามพิธีสารฯ ต่อไป
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 10 มิถุนายน 2569
g17













