KResearch มอง 1 ปีหลังภาษีทรัมป์ การค้าโลกไม่เหมือนเดิม เหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทาง

Category: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
Published on Friday, 20 February 2026 07:43
Hits: 251
0 Share
KResearch มอง 1 ปีหลังภาษีทรัมป์ การค้าโลกไม่เหมือนเดิม เหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทาง

KResearch มองเห็นKResearch มอง 1 ปีหลังภาษีทรัมป์ การค้าโลกไม่เหมือนเดิม เหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทาง - การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทรัมป์ ในเดือนเมษายน - คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA เพื่อออกนโยบายภาษีเป็นโมฆะหรือไม่ - การทบทวนข้อตกลง USMCA ในเดือนกรกฎาคม - การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ - การยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน–สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน
       นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด แถลงมุมมองหลังครบ 1 ปี นโยบาย 'America First Trade Policy'เปลี่ยนทิศทางการค้าสหรัฐฯ และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกผ่านมาตรการภาษีนำเข้าที่ขยายจากจีนไปยังหลายประเทศทั่วโลกและในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ปี 2569 จะมีเหตุการณ์สำคัญต่อทิศทางการค้า เช่น การพบผู้นำจีน–สหรัฐฯ การทบทวน USMCA และคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA เพื่อออกนโยบายภาษีจะเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ มองไทยควรเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางการค้า ณ ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ อาคารพหลโยธิน เมื่อเร็วๆ นี้

KResearch มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในการค้าโลกหนึ่งปีหลังจากที่ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษี
       นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ได้จัดการแถลงข่าวพิเศษเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาการค้าโลกภายหลังการบังคับใช้นโยบาย 'อเมริกาเฟิร์ส'โดยเน้นย้ำว่านโยบายดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกผ่านมาตรการภาษีนำเข้าที่ขยายจากจีนไปยังหลายประเทศ ส่งผลให้มีการเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ในปี 2026 คาดว่าจะมีพัฒนาการสำคัญหลายประการที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลก
       รวมถึงการประชุมระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ การทบทวนข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) และคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อบังคับใช้นโยบายภาษีนำเข้าว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่ สหรัฐฯ ยังคงพึ่งพานโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน สำหรับประเทศไทย การเร่งรัดการสรุปข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งแข่งขันโดยตรงกับอินเดีย การแถลงข่าวจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ธนาคารกสิกรไทย อาคารพหลโยธิน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง 1 ปีหลังภาษีทรัมป์ การค้าโลกไม่เหมือนเดิม
        ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองนโยบาย “America First Trade Policy” เปลี่ยนทิศทางการค้าสหรัฐฯ และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกผ่านมาตรการภาษีนำเข้าที่ขยายจากจีนไปยังหลายประเทศ สู่การเก็บภาษีนำเข้ากับนานาประเทศทั่วโลกและในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ปี 69 จะมีเหตุการณ์สำคัญต่อทิศทางการค้า เช่น การพบผู้นำจีน–สหรัฐฯ การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement: USMCA)
        และติดตามคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกนโยบายภาษีจะเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ สำหรับไทยต้องเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่แข่งกับอินเดียโดยตรง
       นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การประกาศนโยบาย “America First Trade Policy” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลก แต่ยังเร่งให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับยุทธศาสตร์ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ จากมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่จีนได้ขยายสู่การเก็บภาษีนำเข้ากับนานาประเทศทั่วโลกและในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง
โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้เหตุผลด้านความมั่นคงและทางการเมือง เพื่อบังคับใช้ภาษีนำเข้าทั้งภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีรายสินค้า ภายใต้มาตรา 232 (Section 232) นอกจากนั้น ยังดำเนินนโยบายด้านภูมิรัฐศาสตร์ตามแนวคิดลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) ที่มองว่าทั้งทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ สะท้อนได้จากการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้กับประเทศในลาตินอเมริกาส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 10% ขณะที่ประเทศบราซิลถูกเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 50% จากเหตุผลทางการเมือง
        อย่างไรก็ตาม นโยบาย America First Trade Policy ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้าโลก เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอเมริกาอย่างที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ล่าช้า (เริ่ม ส.ค. 2568) และประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ
       ด้านผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่ามูลค่าการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 20% ในปีที่ผ่านมา แต่โดยรวมการส่งออกของจีนยังขยายตัวได้ดี และเกินดุลการค้าที่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจีนขยายการส่งออกไปภูมิภาคอื่นแทน เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป และแอฟริกา ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงสะท้อนถึงปัญหา Transshipment เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
จีนมีการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากจีนมีข้อได้เปรียบสหรัฐฯ จากการถือครองแร่ธาตุ Rare Earth และ Critical Minerals มาก ส่งผลให้จีนแทบจะผูกขาดห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทางด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ นอกจากภาษีตอบโต้แล้ว สหรัฐฯ ยังดำเนินการภายใต้มาตรา 232 เพื่อเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้า อาทิ
       เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์ และในอนาคตมีแนวโน้มจะเก็บภาษีนำเข้า ยาและเวชภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) และเพิ่มการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งส่งผลให้บริษัทชั้นนำในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ และเหล็ก เริ่มประกาศแผนการลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมา จำนวนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัวอยู่ มีแค่บางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปโลหะ (โดยเฉพาะเหล็ก) ที่การจ้างงานขยายตัวเพิ่มขึ้น
โดยในปี 2569 นี้ เหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในอนาคต ได้แก่


- การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทรัมป์ ในเดือนเมษายน
- คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA เพื่อออกนโยบายภาษีเป็นโมฆะหรือไม่
- การทบทวนข้อตกลง USMCA ในเดือนกรกฎาคม
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
- การยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน–สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน
     อเมริกาสร้างกำแพง ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังสร้างสะพาน ในขณะที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ประเทศอื่นๆ กลับเร่งบรรลุข้อตกลงทางการค้าต่อกัน ยกตัวอย่างเช่น อินเดียสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรป (India-EU FTA) ภายในไม่กี่เดือน หลังจากมีการเจรจามายาวนานราว 20 ปี และยังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งทำให้อินเดียได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย America First Trade Policy
   สำหรับไทย ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปแข่งขันกับอินเดียโดยตรงที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากสินค้าส่งออกจากไทยเสียเปรียบอินเดีย เพราะเราไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับทางสหภาพยุโรป ส่วนในระยะต่อไป รัฐบาลไทยต้องเร่งให้เรามีข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด

 

KResearch มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในการค้าโลกหนึ่งปีหลังจากที่ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษี
       KResearch มองว่านโยบาย ' อเมริกามาก่อน' ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกผ่านมาตรการภาษีนำเข้าที่ขยายจากจีนไปยังประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ส่งผลให้มีการเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในหลายอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ เศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศจึงเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อมองไปข้างหน้าถึง ปี 2026คาดว่าจะมีพัฒนาการสำคัญหลายประการที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลก
       รวมถึง การประชุมระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯการทบทวนข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดาฉบับแก้ไข (USMCA)และ คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อดำเนินนโยบายภาษีนำเข้าว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่สหรัฐฯ ยังคงพึ่งพานโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ สำหรับประเทศไทย การเร่งรัดการสรุปข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับซึ่งแข่งขันโดยตรงกับอินเดีย
       นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะกรรมการ ผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch)กล่าวว่า การประกาศ นโยบายการค้า "อเมริกามาก่อน" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการค้าโลกเท่านั้น แต่ยังเร่งให้ประเทศอื่นๆ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ มาตรการที่มุ่งเป้าไปที่จีนในตอนแรกได้ขยายไปสู่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลกและในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและการเมืองเพื่อกำหนดภาษีนำเข้า
      รวมถึง ภาษีตอบโต้ และภาษีเฉพาะสินค้าภายใต้มาตรา 232 นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังดำเนินนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ที่สอดคล้องกับ หลักการมอนโรซึ่งมองว่าอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นในการกำหนด ภาษีตอบโต้ สำหรับประเทศในละตินอเมริกาส่วนใหญ่ที่ร้อยละ 10 ในขณะที่ บราซิล ถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 50 ด้วยเหตุผลทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม นโยบาย ' อเมริกามาก่อน' ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก หรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบังคับใช้มาตรการนี้ล่าช้า (เริ่มใน เดือนสิงหาคม 2025 ) และประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ
       ในส่วนของผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯแม้ว่ามูลค่าการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ จะลดลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 แต่การส่งออกโดยรวมของจีนยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีดุลการค้าเกินดุลเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนได้เปลี่ยนเส้นทางการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป (EU) และแอฟริกา ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงสะท้อนถึงการขนส่งสินค้าผ่านแดนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร
       จีนได้ตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบอย่างมากในด้านแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญ การผูกขาดเกือบทั้งหมดของจีนในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเหล่านี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นอกเหนือจากภาษีตอบโต้แล้ว สหรัฐฯ ยังได้กำหนดภาษีเฉพาะสินค้าภายใต้มาตรา 232 สำหรับ สินค้าต่างๆ เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วน และเซมิคอนดักเตอร์ ในอนาคต อาจมีการเก็บภาษีกับยาและเวชภัณฑ์เพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ และเพิ่มการจ้างงานในภาคการผลิต ส่งผลให้บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ และเหล็ก เริ่มประกาศแผนการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ
        อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว การจ้างงานในภาคการผลิตยังคงหดตัวลงในปี 2025 โดยมีการเติบโตเฉพาะในบางภาคส่วน เช่น การแปรรูปโลหะ (โดยเฉพาะเหล็กกล้า)
ในปี 2026 เหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางในอนาคตของการค้าโลก ได้แก่:
       - การประชุมระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนเมษายน
       - คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่อาจทำให้การใช้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ในการดำเนินนโยบายภาษีศุลกากรเป็นโมฆะ
       -  การทบทวนข้อตกลง USMCA ในเดือนกรกฎาคม
       - การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน
       - การระงับการเก็บภาษีศุลกากรระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน
   สหรัฐอเมริกากำลังสร้างกำแพง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังสร้างสะพานขณะที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ประเทศอื่นๆ กลับเร่งดำเนินการข้อตกลงทางการค้าของตนเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อินเดีย ซึ่งประสบความสำเร็จในการสรุปข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอินเดียและสหภาพยุโรป (FTA) ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากเจรจากันมาเกือบ 20 ปี ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถของอินเดียในการบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ทำให้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย "อเมริกามาก่อน"
   สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาดูคือผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่แข่งขันโดยตรงกับอินเดียในตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอัญมณีและเครื่องประดับ ปัจจุบันการส่งออกของไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับอินเดีย เนื่องจากเราไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ในอนาคต รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ

 

Click Donate Support Web 

SME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100CKPower 720x100

QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100ใจฟู720x100px