10 เดือน ปี 68 ต่างชาติลงทุนไทย 869 ราย นำเงินเข้า 2.76 แสนล้านบาท
10 เดือน ปี 68 ต่างชาติลงทุนไทย 869 ราย นำเงินเข้า 2.76 แสนล้านบาท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 10 เดือน ปี 68 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย จำนวน 869 ราย เพิ่มขึ้น 11% นำเงินเข้าลงทุน 276,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% และมีการจ้างงานคนไทย 5,364 คน เพิ่มขึ้น 77% สิงคโปร์ลงเงินสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น และจีน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 869 ราย เพิ่มขึ้น 11% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 228 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือ ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 641 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 276,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,364 คน เพิ่มขึ้น 77%
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 158 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 78,285 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การออกแบบแม่พิมพ์และอุปกรณ์สำหรับการผลิตยานยนต์ การให้คำปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับกระบวนการผลิตยานยนต์ เป็นต้น ธุรกิจบริการให้ใช้ระบบเทเลเมติกส์สำหรับบริหารจัดการและติดตามตรวจสอบสถานะรถยนต์ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และเครื่องใช้สำหรับแม่และเด็ก ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนเครื่องจักรสำหรับงานก่อสร้าง และเหล็กแผ่นเคลือบ
2.สหรัฐฯ 27 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 4,830 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจกิจการโฆษณา ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม ธุรกิจบริการคิดค้น วิจัย และพัฒนาสูตรการผลิต ผลิตภัณฑ์จากผัก ผลไม้ และสินค้าการเกษตร ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น เครื่องประดับหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ DC Cable และโลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ
3.สิงคโปร์ 126 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 92,318 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเกี่ยวกับเครื่องจักร ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป สายสวนหัวใจ (Mapping and Ablation System Catheter) ไส้กรองอากาศ (Air Filter) และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม
4.จีน 116 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 25,404 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตถ่านกัมมันต์ ธุรกิจบริการรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ตามความต้องการของลูกค้า ธุรกิจบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นการทดสอบชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบของอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ Flexible Printed Circuit Board ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนเหล็กทุบขึ้นรูป
5.ฮ่องกง 93 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 13,198 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ เช่น ระบบตรวจจับและป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Rechargeable Battery ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวมวลอัด ผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพและเสียง และฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก
ทั้งนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 424 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 869 ราย มูลค่าลงทุน 210,101 ล้านบาท คิดเป็น 76% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 276,736 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ/พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนา การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค
3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services
สำหรับ การลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 10 เดือนของปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 253 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 1% โดยมีมูลค่าการลงทุน 90,791 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 65 ราย ลงทุน 17,882 ล้านบาท ญี่ปุ่น 57 ราย ลงทุน 30,369 ล้านบาท สิงคโปร์ 35 ราย ลงทุน 20,106 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 96 ราย ลงทุน 22,434 ล้านบาท
โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อการผลิตชิ้นส่วนของใช้ครัวเรือน สุขภัณฑ์ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น โครงรถประตูรถ แผงหน้าปัด เบาะนั่ง ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม เฉพาะเดือน ต.ค.2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย 99 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 27 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 72 ราย เงินลงทุน 23,621 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น มีการจ้างงานคนไทย 232 คน และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติองค์ความรู้เกี่ยวกับการมาตรฐานระบบความปลอดภัยสารสนเทศ และองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก เป็นต้น













