หมวดหมู่: อุตสาหกรรม

3632 ABeam1


เอบีม คอนซัลติ้ง ชี้โอกาสลงทุนในตลาดยาไทย พร้อมแนะกลยุทธ์รุกตลาดสำหรับผู้เล่นรายใหม่

           อุตสาหกรรมยาและสุขภาพของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากแรงสนับสนุนของนโยบายภาครัฐ ความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ อุตสาหกรรมด้านสุขภาพของไทยได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ภาครัฐของไทยได้เดินหน้านโยบายเพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพ ลดต้นทุนการรักษา และวางเป้าหมายให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอดคล้องกับแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมยาและการสุขภาพที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในรายงานจากเอบีม คอนซัลติ้งฯ ฉบับนี้ได้นำเสนอบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยาและสุขภาพ โดยเจาะปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลัก กลไกการสนับสนุนจากภาครัฐ โครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และแนวทางการเข้าสู่ตลาดของนักลงทุน โดยเฉพาะบทบาทของบริษัทรับจ้างทำการขายหรือตัวแทนจำหน่ายและกระจายสินค้า (Contract Sales Organizations – CSOs) ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการปักธงในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงนี้

           อุตสาหกรรมยาในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวสู่มูลค่า 6.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 โดยมีแรงผลักดันสำคัญจากนโยบายภาครัฐที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยาสามัญ (Generic Drug) และลดต้นทุนภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข [รูปที่ 1] รัฐบาลได้ริเริ่มส่งเสริมการใช้ยาสามัญราคาประหยัดเพื่อลดต้นทุนด้านการรักษาพยาบาล ตลอดจนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพ อาทิ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และร้านขายยาออนไลน์ (e-Pharmacy) ก็กำลังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการให้บริการสุขภาพของไทยให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่ายขึ้นทั่วประเทศ

 

3632 ABeam p1

รูปที่ 1 – ขนาดตลาดอุตสาหกรรมยาประเทศไทย

 

3632 ABeam2

 

           การเติบโตของอุตสาหกรรมยาไทยได้รับแรงหนุนจากทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน [รูปที่ 1] สำหรับด้านอุปสงค์ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา ประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีจะสัดส่วนอยู่ที่ 13.07% ของประชากรทั้งหมด [รูปที่ 2] ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์กว่า 2.86 ล้านครั้งในปีเดียวกัน และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 5.27% ต่อปี ซึ่งหมายถึงโอกาสสำหรับนักลงทุนรายใหม่ที่จะมุ่งเน้นไปยังการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหรือโรคยอดนิยมต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวจากต่างชาติมักนิยมเดินทางเข้ามารับการรักษาในไทย 

 

3632 ABeam p2

รูปที่ 2 – ปัจจัยขับเคลื่อนอุปสงค์ด้านการดูแลสุขภาพของประเทศไทย

 

           ในด้านอุปทาน ประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทานด้านสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตยาและอุปกรณ์การแพทย์ระดับนานาชาติ ผู้ผลิตภาครัฐ ผู้ค้าส่ง และบริษัทตัวแทนจำหน่าย โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งนี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยาและสุขภาพของไทย พร้อมทั้งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อีกด้วย นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังเอื้อให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้าถึงเครือข่ายจัดจำหน่ายที่มีอยู่เดิม การสนับสนุนด้านกฎระเบียบ และกระบวนการทางการค้าที่ยืดหยุ่น ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม คือการแข่งขันจากผู้ผลิตภาครัฐ ซึ่งสามารถผลิตและจำหน่ายยาชื่อสามัญที่เป็นที่ต้องการของตลาดในราคาที่ถูกกว่า อาจส่งผลให้บริษัทเอกชนที่มีผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกัน ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการทำตลาดและแข่งขันด้านราคาอย่างเข้มข้น

 

3632 ABeam p3

รูปที่ 3 – ปัจจัยขับเคลื่อนด้านอุปทานของอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพในประเทศไทย

 

3632 ABeam3

 

           นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีนโยบายส่งเสริมเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง และเสริมสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น นโยบายเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตภายในประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมด้านสุขภาพไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการลงทุนในสถานดูแลผู้สูงอายุและโรงพยาบาล รวมถึงนโยบายดึงดูดชาวต่างชาติอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปที่มีวีซ่าพำนักระยะยาวในประเทศไทย นโยบายเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ถือเป็นบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพที่มีศักยภาพ ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ยังให้บริการทางการแพทย์คุณภาพสูงที่เข้าถึงได้สำหรับประชากรในประเทศได้ด้วย 

 

3632 ABeam p4

รูปที่ 4 – การสนับสนุนจากรัฐบาลไทยต่ออุตสาหกรรมด้านสุขภาพ

 

           ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรประเมินทั้งอุปสงค์และการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะในบริบทของสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการด้านบริการสุขภาพและผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคค้าปลีกและตัวแทนจัดจำหน่ายกลับต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง รัฐบาลไทยยังมีมาตรการจูงใจที่ช่วยสนับสนุนการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการผลิตภายในประเทศ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณา เพื่อกำหนดกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย [รูปที่ 5] 

 

3632 ABeam p5

รูปที่ 5 – ประเภทของธุรกิจในอุตสาหกรรมยาของไทย

 

           กลยุทธ์ในการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่นั้นมีความหลากหลาย ทั้งการจัดตั้งบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยบริษัทแม่ (Wholly Owned Subsidiary) การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) การร่วมทุน (Joint Venture) การสร้างพันธมิตร (Partnership) ระบบแฟรนไชส์ ตลอดจนการส่งออกสินค้า [รูปที่ 6] ซึ่งบริษัทจะต้องคำนึงถึงประเด็นในด้านต่างๆ ประกอบด้วย อาทิ ต้นทุนการลงทุน ระดับการควบคุมกิจการ ความซับซ้อนของกฎระเบียบ การเข้าถึงตลาด ความเสี่ยงทางธุรกิจ และศักยภาพในการขยายกิจการในระยะยาว การเข้าสู่ตลาดโดยใข้การลงทุนที่สูงอาจช่วยให้บริษัทมีอำนาจควบคุมธุรกิจได้มากขึ้น ขณะที่การลงทุนที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า มักต้องอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรหรือบุคคลที่สาม ขณะที่ความเร็วในการเข้าถึงตลาดยังขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะสามารถสร้างหรือใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่มีอยู่เดิมในประเทศอย่างไร ซึ่งการที่นักลงทุนจะมั่นใจว่าการเติบโตในระยะยาวจะสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่เลือกนั้น ยังต้องพิจารณาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่าง ความเสี่ยงทางการเงิน ปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP Protection) และความสามารถในการขยายกิจการอีกด้วย

 

3632 ABeam p6

รูปที่ 6 – กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด

 

           ตัวอย่างหนึ่งของกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดที่ได้รับความนิยมในกลุ่มบริษัทยา คือการจับมือเป็นพันธมิตรกับ บริษัทตัวแทนจำหน่ายหรือ CSO ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานด้านการขายและกระจายสินค้า ทำให้ CSO กลายเป็นตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าสู่ตลาดไทย ที่ผ่านมามีบริษัทหลายรายที่เลือกใช้บริการของ CSO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขายและเสริมความแข็งแกร่งในกระบวนการบริการหลังการขาย ตลาด CSO ในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความพร้อมสูงและยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (Compound Annual Growth Rate: CAGR) เฉลี่ยที่ 6% ต่อปี และมีมูลค่าตลาดแตะ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 [รูปที่ 7] โดยมีผู้เล่นหลักในตลาดอย่างบริษัท DKSH และ Zuellig Pharma ซึ่งครองส่วนแบ่งหลักจากความได้เปรียบด้านทีมขายมืออาชีพ เครือข่ายที่ครอบคลุม และระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นท้องถิ่น เช่น Biopharm และ Berlin Pharma ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในผลิตภัณฑ์กลุ่มเฉพาะทาง (Niche Products) ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

3632 ABeam p7

รูปที่ 7 – ตลาดธุรกิจ CSO ในประเทศไทย

 

           โดยสรุป อุตสาหกรรมยาและสุขภาพของประเทศไทยเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนรายใหม่ๆ ด้วยแรงจูงใจจากนโยบายภาครัฐและตัวเลือกด้านการลงทุนต่างๆ ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาดอยู่ที่การใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบและทรัพยากรเฉพาะตัวของประเทศไทยอย่างมีกลยุทธ์ ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งของไทย การ Outsource ฟังก์ชันสำคัญบางส่วนผ่านบริษัทตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนการต่อยอดจากกระแสการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และแนวโน้มของสังคมผู้สูงวัย หากเราสามารถผสานกลยุทธ์เหล่านี้เข้ากับแผนดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถประสบความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพของไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องได้

 

3632 ABeam4

 

3632

Click Donate Support Web 

PTG 720x100

MTI 720x100

Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

EXIM One 720x90 C JMTL 720x100

SME720x100 2024

CKPower 720x100

QIC 720x100

วิริยะ 720x100

aia 720 x100

BKI 720 x 100

ธกส 720x100

ใจฟู720x100pxAXA 720 x100

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!